Anticancerclinicthai.com

มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง:เจตนารมณ์ PDF พิมพ์ อีเมล
  
วันอังคารที่ ๓๐ พฤษจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลา ๐๐:๐๐ น.

 

มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง  เจตนารมณ์ภายใต้ปณิธานอันมุ่งมั่นของ  ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น

 

แพทย์แผนไทยบ้านเรายังขาดพื้นฐานด้านการผลิตยา ผมจึงอยากปฏิวัติวงการสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย

คำกล่าวของ ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรม ที่ได้ให้เกียรติมาเปิดเผยถึงเรื่องราว

ของมูลนิธิแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็งและการบำบัดโรคโดยใช้สมุนไพร

 

 

     มะเร็ง เป็นมหันตภัยร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์ ซึ่งในแต่ละปีจะมีจำนวนผู้ที่เสียชีวิตทั่วโลกหลายสิบล้านคน ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพยายามแสวงหาวิธีการจำกัด บำบัดและรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีโอกาสรอดชีวิต ซึ่งดูเหมือนจะเลือนรางเต็มที

 

         ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและใช้ยา ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบัน เป็นอีกท่านหนึ่งที่พยายามหาวิธีการยับยั้งโรคมะเร็ง โดยความมุ่งมั่นดังกล่าวทำให้ตัดสินใจจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ การแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสนับสนุน บำบัด รักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยวิธีของการแพทย์ทางเลือก นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริม สนับสนุน และทำการวิจัยเกี่ยวกับการรักษามะเร็ง โดยการแพทย์ทางเลือกทุกสาขา เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการ องค์ความรู้การแพทย์ทางเลือกในการป้องกัน และบำบัดรักษาโรคมะเร็ง โดยดำเนินการหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

    

          ภก.มงคลศิลป์  เปิดเผยว่า ผมสำเร็จการศึกษาด้านเภสัชกรรม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นแรก หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วผมก็ได้นำสมุนไพรบางชนิดมาผลิตเป็นยารักษาโรคซึ่งก็ได้ผลดีกว่ายาแผนปัจจุบัน โดยที่ขณะนั้นผมยังไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ผมจึงถูกเรียกไปสอบสวน ผมจึงเริ่มหันกลับมาศึกษาด้านเภสัชกรรมแผนไทยและเวชกรรมแผนไทย เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการผลิตยาสมุนไพรและการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพร จนสำเร็จและได้ใบประกอบโรคศิลป์ จากนั้นด้วยความที่ผมมีความรู้ สามารถผลิตยาได้มีคุณภาพ ปลอดภัยและปราศจากเชื้อ จึงเริ่มผลิตยาอย่างต่อเนื่อง หลัก ๆ ผมจะศึกษาวิจัยเพี่อหาทางคิดค้นยาที่ทางแพทย์แผนปัจจุบันเขาไม่สามารถรักษาให้หายได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบตันในหัวใจ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเราค้นพบวิธีการรักษาโรคเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างความมหัศจรรย์ให้กับผู้ที่ได้รับรู้

 

         สำหรับโรคมะเร็งนั้นแพทย์แผนปัจจุบันจะใช้วิธีการรักษาเพื่อยืดอายุของผู้ป่วย ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด แต่สุดท้ายก็คือเสียชีวิตเหมือนกันหมด ผมจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะลงมาทำตรงนี้ ปีแรกที่ผมลงมาช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งปรากฏว่าผู้ป่วยเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติทั่วไปกว่า 20 คน ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งหญิงและชาย โดยมะเร็งอันดับหนึ่งที่ผู้หญิงไทยจะเป็นกันมาก ได้แก่ มะเร็งเต้านม แต่สำหรับผู้ชายจะพบว่ามะเร็งตับมาเป็นอันดับหนึ่ง ผมจะแบ่งผู้ป่วยมะเร็งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นมะเร็งครั้งแรก และกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มย้อนกลับ ซึ่งหมายความว่าเคยเป็นมะเร็งมาแล้วครั้งหนึ่งและอาการที่เป็นหายไป แล้วกลับมาเป็นอีกครั้ง ผมได้ทำการศึกษาเรื่องของการรักษามะเร็งด้วยสมุนไพรมานาน จนในที่สุดก็พบว่ายาตำรับหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของเห็ดหลินจือ สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ รวมถึงยังสามารถฟื้นฟูผู้ที่เป็นโรคมะเร็งให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีก ครึ่งหนึ่ง ชินแสจีนรู้จักการนำเห็ดหลินจือมาใช้กว่า 6,000 ปีแล้วโดยในสมัยก่อนนั้นเขาจะนำเห็ดหลินจือมาใช้เป็นยาบำรุงร่างกายและยาถอนพิษ พอมาตอนหลังวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จีน เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย ได้มีการค้นคว้าวิจัยสรรพคุณของเห็ดหลินจือ จนพบว่าสารตัวหนึ่งที่อยู่ในเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ช่วยบำบัดรักษามะเร็งได้ แต่พอพบแล้วกลับไม่มีคนที่จะนำมาใช้เพื่อเป็นยาในการรักษาโรคมะเร็งแต่ผมทำการศึกษาต่อจนค้นพบความมหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ และพบว่าพืชตัวนี้สามารถใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้เยอะมากทำให้ผมสามารถที่จะดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่มีเซลล์มะเร็งเข้ากระแสเลือดได้เยอะ ซึ่งยาที่ผมคิดค้นขึ้นเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ เป็นโรคมะเร็งทุกชนิด กลุ่มสมุนไพรที่ผมใช้เป็นส่วนผสมในยาเป็นกลุ่มที่มีฤทธิ์ในการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เมื่อร่างกายแข็งแรงก็จะสร้างเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงได้ดี ผู้ป่วยที่เราช่วยบำบัดให้เขาจะแข็งแรง สภาพเลือดจะดีขึ้นสภาพภูมิต้านทานจะดี ซึ่งไม่ใช่แค่มะเร็งเท่านั้นที่สามารถบำบัดโดยวิธีการของแพทย์แผนไทยให้หายได้ แต่เดี๋ยวนี้โรคภูมิต้านทานบกพร่อง ( HIV ) ก็มีผู้ที่รักษาโดยการใช้สมุนไพรกันได้เยอะ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่ยาสมุนไพรสามารถบำบัดโรคมะเร็งได้ภก.มงคลศิลป์กล่าว

 

          สำหรับการจัดตั้ง มูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็งนั้น ภก.มงคลศิลป์เล่าให้ฟังว่า มูลนิธิที่ผมตั้งขึ้นจะอยู่ในพื้นที่ของคลินิกอโรคยาสถานการณ์แพทย์แผนไทยตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีปัญหาด้านทุนทรัพย์ ที่ผ่านมามูลนิธิของเราได้มีโอกาสช่วยผู้ป่วยจำนวนมาก  ซึ่งถือว่าจากงานที่ผ่านมาทำให้ประสบการณ์ของเราสูงขึ้น นอกจากนั้นสำหรับตัวผมเองผมเคยร่วมงานกับโรงงานผลิตยาอันดับหนึ่งของโลก มาตรฐานการผลิตสูง ถือเป็นโชคดีของผมที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคกระบวนการบริหารงาน ตลอดจนสูตรและเคล็ดลับทั้งหมดของเขา ผมจึงได้นำความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการผลิตยาแผนโบราณของผมจนได้ยาที่มีคุณภาพดี

          ภก.มงคลศิลป์ กล่าวต่อไปว่าประเทศไทยเราไปมุ่งในเรื่องของแพทย์แผนปัจจุบันเยอะ จึงทำให้ละเลยการแพทย์พื้นบ้าน หมอเมือง หมอแผนไทย หมอตำแย ฯลฯ ซึ่งบุคคลากรเหล่านี้มีความสามารถมาก แต่ด้วยความที่ปัจจุบันประเทศไทยรับการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเยอะมาก จนกระทั่งทุกคนมองว่าหมอเป็นเทวดา เป็นอะไรนิดหน่อยก็เข้าโรงพยาบาล ไม่ได้มีการป้องกัน ไม่ได้มีการระวังการเกิดโรค เจ็บไข้ได้ป่วยนิดหน่อยก็เดินเข้าโรงพยาบาลกันแล้วซึ่งมันผิด ที่ผิดเพราะว่าคุณไม่ได้มีการช่วยเหลือตัวเองก่อนการจะเข้าใจการรักษาจากแพทย์ วิธีการดูแลตัวเองโดยวิธีของแพทย์ทางเลือก โดยการนำสมุนไพรใกล้ตัวมาใช้มีเยอะ มากครับ ถ้าได้มีการเรียนรู้และช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นขณะนั้นก่อนที่จะ ไปพบแพทย์โรงพยาบาล ผมว่ามันจะเป็นการดีมาก 

 

         ปัจจุบันแพทย์ทางเลือกเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ยังได้รับการส่งเสริมไม่มากนัก สำหรับเรื่องนี้ ภก.มลคลศิลป์ แสดงความคิดเห็นว่า ผมมีความรู้สึกช้ำใจนะที่ก่อนนั้นการแพทย์แผนไทยเขาไม่มีการพัฒนา ปรับปรุง พื้นฐานผู้ที่เข้าไปเรียนด้านแพทย์แผนไทยบางส่วนมีความรู้แค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น คุณไปบวชเรียนเป็นพระโดยที่ไม่ต้องเรียนสายสามัญขั้นพื้นฐานคุณก็มีสิทธิ์เรียน นี่คือคุณสมบัติเบื้องต้น ซึ่งผมฟังแล้วรู้สึกแย่ คนที่คัดเลือกโดยใช้คุณสมบัติแบบนี้ผมว่าไม่ถูกต้องนะ แพทย์แผนไทยควรจะต้องพัฒนาคุณภาพโดยการรับผู้ที่มีการศึกษาสูงอีกสักนิด เพี่อก่อให้เกิดการพัฒนาวงการแพทย์แผนไทยในบ้านเรา ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นนะที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขาเห็นความสำคัญของการแพทย์แผนไทยจนเปิดสอนในคณะแพทย์แผนไทย , การแพทย์แผนตะวันออก ฯลฯ ซึ่งการที่เข้าไปศึกษาตรงนั้นจะต้องจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอนนี้ดีขึ้นมาแล้ว

             แต่ว่าทางมหาลัยหลายแห่งที่เปิดสอนด้านนี้ยังขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้าน ถึงแม้จะมีการพัฒนาระบบแต่ก็ไม่มีการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ ก่อนนั้นคนที่เข้ามาสู่วงการสมุนไพรหรือแพทย์แผนไทย กลายเป็นจบทนายบ้าง ครูบ้าง บางคนก็เป็นไปรษณีย์ เข้ามาเรียนเสร็จก็ตั้งตัวเป็นหมอรักษา รักษาโดยขาดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ผมเห็นแล้วผมจึงเกิดความตั้งใจว่าเมื่อผมสำเร็จการศึกษาแล้วผมจะเป็นอาจารย์สอนด้านแพทย์แผนไทยตามต่างจังหวัด เพื่อที่จะสร้างบุคลากรที่ผมสอนให้มีความสามารถเท่าผม มีแรงที่จะพัฒนาวงการเหมือนผม ตอนนี้ผมเพิ่งทำตรงนี้ได้ 2 ปี ปัญหาที่ผมเจอคือ ยังขาดแคลนความสนับสนุนจากทางภาครัฐ ขาดการสนับสนุนจาก

ชาวบ้านเพราะเขายังมองไม่เห็นความสำคัญ คือ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ตอนนี้ผมก็คิดว่าผมคงต้องใช้เวลาอีกกว่า 10 ปีในการพัฒนา วงการแพทย์แผนไทยบ้านเราจึงจะเจริญ ถ้าเรามีบุคลากรเยอะ ๆ สมุนไพรจะมีคุณค่ามากกว่านี้ สมบัติทางทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดที่มีในป่าผมมองว่ามันเป็นยานะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้จักวิธีการนำมาใช้มากน้อยแค่ไหน

 

         นอกจากบทบาทที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ปัจจุบัน ภก.มงคลศิลป์ ยังมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของสมุนไพรวังพรม ผู้ผลิตสินค้าสมุนไพรคุณภาพ (www.preawlom-herbdrug.com) โดย ภก.มงคลศิลป์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ผมและผู้บริหารสมุนไพรวังพรมมีความรู้จักคุ้นเคยกันดี ผมจึงได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาและได้รับการมอบหมายให้ดูแลเรื่องทะเบียนยาสูตรและเทคนิคการผลิตยา รวมถึงเครื่องมือที่จะนำมาใช้ภายในโรงงาน เพราะมีนโยบายร่วมกันว่าต้องการพัฒนาโรงงานผลิตสมุนไพรแห่งนี้ให้มีความทันสมัยที่สุด เพราะเท่าที่ผมสังเกตโรงงานผลิตยาในประเทศไทยของเรา

           ส่วนใหญ่เขาจะยังไม่ค่อยมีการพัฒนามากเท่าไหร่ ไม่มีห้องแล็ปที่ได้มาตรฐาน ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ขาดศักยภาพในการผลิต ฯลฯ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้ไม่มีมาตรฐาน การผลิตหากไม่มีการกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ที่ออกมาก็จะไม่มีคุณภาพ สำหรับสมุนไพรวังพรมที่ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่นี้เขามีความในทุก ๆ ด้าน การผลิตทุกขั้นตอนของที่นี่จะมีรูปแบบและใช้มาตรฐานในการผลิตสูง  โดยผมจะคอยให้คำแนะนำเพื่อให้เขาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นไปครับ

 


 

ที่มา: อ. มงคลศิลป์ บุญเย็น. HERB FOR HEALTHปีที่ 6 ฉบับที่ 61 (มกราคม 2549) หน้า 55-57.